วันศุกร์ ที่ 9 ตุลาคม 2569 11:17น.

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.65 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

9 ตุลาคม 2026

          นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.65 บาทต่อดอลลาร์  “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.68 บาทต่อดอลลาร์

         โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.61-33.72 บาทต่อดอลลาร์) ตามจังหวะการอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางบรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ จากความกังวลแนวโน้มผลประกอบการของบรรดาบริษัท AI ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความร้อนแรงบ้าง หลังประธานาธิบดี Donald Trump ออกมาระบุว่า สหรัฐฯ จะไม่โจมตีอิหร่านก่อนการเลือกตั้ง Midterm ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สะท้อนจากการปรับตัวลงเล็กน้อยของราคาน้ำมันดิบหลังถ้อยแถลงดังกล่าวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ อนึ่ง การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ยังคงถูกจำกัดจากทั้งความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ที่ยังคงสนับสนุนการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ (แต่ FED อาจยังไม่จำเป็นต้องเร่งรีบขึ้นดอกเบี้ย) ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมิน FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในเดือนธันวาคม ปีนี้ และเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ในปีหน้า นอกจากนี้ เงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้าง หลังราคาทองคำ (XAUUSD) มีจังหวะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง ตามการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ รวมถึงบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ได้อานิสงส์จากการย่อตัวลงของราคาน้ำมันดิบและผลการประมูลบอนด์ 30 ปี สหรัฐฯ ที่ออกมาดี สะท้อนความต้องการถือครองของผู้เล่นในตลาดที่แข็งแกร่ง หลังบอนด์ยีลด์ระยะยาวได้ปรับตัวสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา

          มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.55-33.75 บาท/ดอลลาร์

         ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เดินหน้าเทขายบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor อาทิ Nvidia -2.9% ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการของบริษัท AI หลังมีรายงานข่าวว่า ผลประกอบการของ OpenAI อาจน้อยกว่าที่ตลาดคาด ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานในช่วงนี้ ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +0.1% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.5% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -1.3%

          ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลง -0.8% กดดันโดยการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานในช่วงนี้ จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่แม้จะช่วนหนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน แต่กดดันบรรยากาศตลาดการเงินยุโรป นอกจากนี้ ความกังวลต่อประเด็นเสถียรภาพการคลังและความไม่แน่นอนของการเมืองฝรั่งเศส รวมถึง ความไม่แน่นอนของการเมืองสเปน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดหุ้นยุโรป ผ่านแรงขายหุ้นกลุ่มธนาคารและการเงินอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้

         ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ผันผวนในกรอบ 5.22%-5.35% ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ผันผวนไปตามความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีจังหวะย่อตัวลงบ้าง หลังผลการประมูลบอนด์ 30 ปี ออกมาสดใส สะท้อนความต้องการบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งอยู่ กอปรกับแรงซื้อ Buy on Dip บอนด์ระยะยาวของผู้เล่นในตลาด ยังคงช่วยหนุนการปรับตัวลงบ้างของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทั้งนี้ แม้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเคลื่อนไหวผันผวนสูงในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.25% (หากกังวลต่อแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว อาจพิจารณาทยอยเข้าลงทุน ทุกๆ การปรับตัวขึ้นราว +25bps ได้) โดย Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมาก (Asymmetric Risk-Reward ชัดเจน) หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้น/ลง เช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps

          ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ จากแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor กอปรกับ ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง จากถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ยังไม่โจมตีอิหร่านก่อนการเลือกตั้ง Midterm อีกทั้ง บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ย่อตัวลงบ้าง ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์คงถูกจำกัด โดย ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมของ FED ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงสู่โซน 102.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 102.0-102.5 จุด)

          ทองคำ – ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ จากประเด็นความกังวลผลประกอบการของบริษัท AI รวมถึง จังหวะย่อตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) รีบาวด์สูงขึ้น เข้าใกล้โซน 4,170 ดอลลาร์ต่อออนซ์  

         สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) เดือนตุลาคม ซึ่งผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจต่อ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ระยะ 1 ปี และ 5-10 ปี ในรายงานดังกล่าว พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า FED มีโอกาสราว 99% จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปีนี้ และ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ในปี 2027

          ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาส 80% ที่ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปีนี้ และให้โอกาสราว 86% ที่ ECB จะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง ในปีหน้า

         และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และสถานการณ์การเมืองยุโรป โดยเฉพาะในฝั่งฝรั่งเศส และสเปน อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เสี่ยงผันผวนสูง หากมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน หรือแม้จะมีการทำ Rate Check ที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน 

         Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options

          ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า แม้บรรยากาศในตลาดการเงินเอเชีย โดยเฉพาะฝั่งตลาดที่มีการกระจุกตัวของหุ้นธีม AI/Semiconductor มาก เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน อาจเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor สหรัฐฯ ช่วงคืนที่ผ่านมา ซึ่งอาจกดดันบรรดาสกุลเงินเอเชียดังกล่าว รวมถึงเงินบาทได้ แต่เรามองว่า หากผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งนักลงทุนต่างชาติ ชะลอการขายหุ้นไทย แล้วเริ่มกลับมาทยอยซื้อหุ้นไทย นอกธีม AI/Semiconductor (เรามองว่า ตลาดหุ้นไทยมีความกระจุกตัวของหุ้นธีมดังกล่าวไม่มาก เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นเอเชียที่กล่าวมาก่อนหน้า) อาจช่วยหนุนเงินบาทได้บ้าง แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจยังเป็นไปอย่างจำกัด จนกว่าจะเห็นพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ดีขึ้นชัดเจน เช่น ทั้งฝั่งสหรัฐฯ และอิหร่าน กลับมาเจรจากันอีกครั้ง แม้ในช่วงคืนที่ผ่านมา ถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ล่าสุด ที่ระบุว่า สหรัฐฯ จะไม่โจมตีอิหร่านก่อนการเลือกตั้ง Midterm จะช่วยคลายกังวลต่อความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่จะเห็นได้ว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สะท้อนผ่านการปรับตัวลงเล็กน้อยของราคาน้ำมันดิบ โดยผู้เล่นในตลาดอาจกังวลว่า สหรัฐฯ อาจเดินหน้าโจมตีอิหร่าน หลังจบการเลือกตั้ง หรือ อิหร่านอาจยกระดับความขัดแย้ง ผ่านการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในช่วงระยะสั้น ทำให้ เรามองว่า เงินบาทจะยังคงมีโซนแนวรับในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวต้านเงินบาทจะอยู่แถว 33.75 บาทต่อดอลลาร์ เป็นแนวต้านแรก (แนวต้านสำคัญ 33.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์)

           นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า ควรติดตามการเคลื่อนไหวของเงินยูโร (EUR) ท่ามกลางความวุ่นวายของการเมืองฝรั่งเศสและสเปน ในช่วงนี้ พร้อมกันนั้น ควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) และราคาทองคำ (XAUUSD) อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเคลื่อนไหวของทั้งสองสินทรัพย์ยังคงส่งผลกระทบต่อเงินบาทพอสมควร โดยเฉพาะในส่วนของราคาทองคำ

         ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด

          ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.40 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ