-
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.65 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.65 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ31.46 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่องทะลุโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้สำเร็จและเป็นการอ่อนค่ามากกว่ากรอบบนของสัปดาห์ที่เราประเมินไว้ก่อนหน้า ซึ่งเรามองว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.40 บาทต่อดอลลาร์ ไปได้ (แกว่งตัวในกรอบ 31.40-31.70 บาทต่อดอลลาร์) หลัง ราคาทองคำ (XAUUSD) เผชิญแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับบรรดาแร่โลหะมีค่า (Precious Metals) อื่นๆ จนราคาทองคำดิ่งลงเกือบ -3% สู่ระดับ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) และแรงขายเงินดอลลาร์จากผู้เล่นในตลาดบางส่วน อย่างฝั่งผู้ส่งออก ที่รอเงินบาทอ่อนค่าเหนือโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ รวมถึงการเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ของเงินดอลลาร์ บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันบ้าง ตามแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2025 โดยเฉพาะแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่ปรับตัวได้ดีในปีนี้ อาทิ Nvidia -1.2% ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.35% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ลดลง -0.50% ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.09% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor และหุ้นกลุ่มสินค้าบริโภค ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปก็เผชิญแรงกดดันบ้าง จากแรงขายทำกำไรบรรดาหุ้นกลุ่มการเงินที่ปรับตัวขึ้นได้ดีในปีนี้ ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.10% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ซึ่งจะทยอยรับรู้พอสมควรในช่วงต้นปี 2026 ทั้งนี้ เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นบ้าง หากบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หรือผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง ซึ่งการปรับตัวสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมุมมองเดิมว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเป็น 1. แนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด (ซึ่งจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ) 2. แนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ และ 3. บรรยากาศในตลาดการเงิน ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อีกทั้งปริมาณการทำธุรกรรมในช่วงปลายปีก็เบาบางลงพอสมควร ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทรงตัวแถวโซน 98 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.9-98.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ผู้เล่นในตลาดจะยังคงมุมมองเดิมต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ส่วนเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก็แกว่งตัว Sideways แต่ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) ดิ่งลงหนักกว่า -3% ตามแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด สอดคล้องกับการเทขายทำกำไรบรรดาแร่โลหะมีค่า (Precious Metals) อื่นๆ ทั้งนี้ ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนบ้างจากแรงซื้อของผู้เล่นในตลาดบางส่วนและจังหวะการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ หนุนให้ ราคาทองคำสามารถทรงตัวเหนือโซน 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานการประชุม FOMC ของเฟดล่าสุด (ทยอยรับรู้ในช่วงราว 02.00 น. ของวันที่ 31 ธันวาคม นี้ ตามเวลาประเทศไทย) รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ดัชนีภาคธุรกิจของบรรดาเฟดสาขาต่างๆ เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดในระยะข้างหน้า และเนื่องจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจจะมีไม่มาก ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามมีความคืบหน้ามากขึ้น รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา หลังทั้งสองฝ่ายมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) จะยังอยู่ในแนวโน้มการแข็งค่าขึ้น จนถึง ตลอดช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 แม้ว่าในช่วงสองวันนี้ โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะอ่อนกำลังลงชัดเจน หลังเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลง “เร็ว แรง” ตามการปรับตัวลดลงหนักของราคาทองคำ (ตามที่เราได้ระบุมาตลอดว่า การปรับฐานของราคาทองคำจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้) ซึ่งยังคงสะท้อนถึง ความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำและเงินบาทที่อยู่ในระดับสูงอยู่ ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของราคาทองคำยังคงส่งผลกระทบต่อทิศทางค่าเงินบาทและความผันผวนของค่าเงินบาท ทำให้เราขอเน้นย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงต้องจับตาการเคลื่อนไหวของราคาทองคำอย่างใกล้ชิด จนกว่าจะเห็นผลชัดเจนของมาตรการลดทอนผลกระทบจากราคาทองคำที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศในช่วงที่ผ่านมา (ควรจะต้องเห็น Correlation และ Beta ระหว่างเงินบาทกับราคาทองคำ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ปัจจุบัน ยังอยู่ในระดับสูงไม่ต่างจากค่าเฉลี่ยในรอบ 1 ปี มากนัก) ...
30 December 2025
-
บล.ทิสโก้ให้เป้าดัชนีหุ้นไทยปี 69 ที่ 1,388 จุด คาดเลือกตั้งดีต่อ SET ในระยะสั้น
บล.ทิสโก้มองเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปี 2569 ที่ 1,388 จุด คิดเป็น Upside จากปี 2568 ประมาณ 100 จุด ถูกจำกัดด้วยการเติบโตที่ต่ำทั้งทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี บล.ทิสโก้มองหุ้นไทยก็มี Downside จำกัดเช่นกัน หลังร่วงสวนทางหุ้นโลก 3 ปีซ้อน ! คาดเลือกตั้งในประเทศส่งผลบวกต่อ SET ในระยะสั้น นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า การเมืองในประเทศเดินหน้าสู่การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 น่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทยโดยรวมในระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศและนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง จากการศึกษาของ บล.ทิสโก้พบว่า ในเชิงสถิติ SET Index ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (Pre-election Rally) ราว 1-2 เดือนมีโอกาสในการปรับขึ้นราว 53-73% และให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย +2.0% ถึง +2.3% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มักให้ผลตอบแทนเป็นบวกและเคลื่อนไหวดีกว่าตลาด (Outperform) ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง คือ กลุ่ม FOOD, FIN, CONMAT, ENERG และ COMM เป็นต้น ด้านเศรษฐกิจไทยปี 2569 บล.ทิสโก้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่ำเพียง +1.6% โดย 2 เครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวเผชิญความท้าทายจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่สูงขึ้นภายใต้การสู้รบที่ยืดเยื้อบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาและเงินบาทที่แข็งค่ามากในปีที่ผ่านมา ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) คาดจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ โดยหากมาตรการ “Fast Pass” สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ตามเป้าราว 4.8 แสนล้านบาท คาดว่าส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจได้ราว 0.6 ppt แต่ในทางกลับกัน หากการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีความล่าช้าเกินกว่าไตรมาส 2 ปีนี้ คาดจะส่งผลให้งบประมาณปี 2027 มีความล่าช้ามากกว่า 2 เดือน โดยหากงบประมาณปี 2570 เริ่มเบิกจ่ายได้ในต้นปีถัดไป บล.ทิสโก้ประเมินว่าจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจราว 0.3 ppt บล.ทิสโก้ยังคงเป้า SET Index ปี 2569 ที่ 1,388 จุด (อิงจาก Fwd. PER เหมาะสมที่ประมาณ 16 เท่า และ EPS ปี 2569-2570 ที่ 81.2 และ 84.9) คิดเป็น Upside ราว 100 จุด ถูกจำกัดด้วยการเติบโตที่ต่ำทั้งทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี บล.ทิสโก้มองหุ้นไทยก็มี Downside จำกัดเช่นกัน หลังร่วงสวนทางหุ้นโลก 3 ปีซ้อน! นอกจากนี้ หุ้นไทยยังต่ำกว่าที่เห็น เพราะถูกหุ้น DELTA บิดเบือนไปมากทั้งระดับราคาและมูลค่า โดยหากไม่นับรวมหุ้น DELTA ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภาพรวม SET Index ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1,160 จุดเท่านั้น และระดับการประเมินมูลค่าหุ้นไทยโดยผ่านตัวแบบ Earning Yield Gap ที่ไม่รวมหุ้น DELTA ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะอยู่สูงเกือบ 6% หรือคิดเป็น +2SD ถูกเทียบเท่าช่วงวิกฤติ COVID-19 เลยทีเดียว โดยสรุป แม้บล.ทิสโก้มอง Upside และ Downside ของตลาดหุ้นไทยปีนี้ค่อนข้างจำกัดอย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งปีแรก แต่มี 2 ธีมการลงทุนหลักที่น่าสนใจในช่วงต้นปีนี้ (1) ธีมหุ้นเลือกตั้ง แนะนำ AEONTS, CPAXT, MC, TASCO (2) ธีมหุ้นปันผลสูง (คาด Div. Yield ที่เหลือปี 25F สูงกว่า 4%) แนะนำ BTG, PRM, PTTEP, SCCC ดังนั้น หุ้นเด่นที่บล.ทิสโก้แนะนำในเดือน ม.ค. คือ AEONTS, BTG, CPAXT, MC, PRM, PTTEP, SCCC และ TASCO (ทั้งนี้ AEONTS, PRM, PTTEP, TASCO หรือครึ่งหนึ่งของหุ้นแนะนำในเดือนนี้อยู่ใน SETHD Index ด้วย) ด้านแนวรับสำคัญของหุ้นไทยเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 1,240–1,250 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,200–1,220 จุด แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,285 จุด 1,300 จุด และ 1,340 จุด ตามลำดับ ด้านทางเลือกการลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยผ่าน DR เดือนมกราคมนี้ แนะนำ NOVOB80 (Novo Nordisk) และ SMIC23 (Semiconductor Manufacturing International Corp) ซึ่งทั้ง 2 บริษัทเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตดีและราคาหุ้นมีการย่อตัวในช่วงที่ผ่านมา โดย Novo Nordisk (NOVO_B) ล่าสุดปรับตัวเพิ่มขึ้นหลัง FDA อนุมัติยา GLP-1...
29 December 2025
-
แบงก์กรุงเทพ มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดย นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และ นายสุวิทย์ อินทรเฉลิม เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Vice President ฝ่ายการประชาสัมพันธ์ เป็นผู้แทนธนาคารร่วมมอบเงินสนับสนุนจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อใช้ในการดำเนินงานประจำปี 2568 ณ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ในการนี้ นายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการ นายรอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการ และ นางรอยบุญ รัศมีเทศ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้แทนรับมอบ ธนาคารกรุงเทพให้การสนับสนุนมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เพื่อร่วมส่งเสริมและสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับชุมชน ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน นอกจากนี้ ธนาคารกรุงเทพและมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ยังได้ประสานความร่วมมือผ่านกิจกรรม “บัวหลวงรักษ์ป่า” สร้างป่าหลากสีจำนวน 1,000 ต้น เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อันจะช่วยเสริมสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
29 December 2025
-
ไอซีบีซี (ไทย) มอบทุนการศึกษาต่อเนื่องเป็นปีที่ 7
นายเสี่ยวปอ หลี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน) มอบทุนการศึกษาให้กับนิสิต นักศึกษาที่เรียนดีและต้องการการสนับสนุนด้านทุนทรัพย์จาก 4 มหาวิทยาลัยได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น และในปีนี้ ธนาคารได้ขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับนิสิต คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี อีกจำนวน 3 ทุน รวมทุนการศึกษาที่ธนาคารมอบให้นิสิต นักศึกษาจำนวนรวม 24 ทุน ทุนละ 20,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 480,000 บาท ทั้งนี้ ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ได้มอบทุนการศึกษาต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ซึ่งมีผู้เข้ารับทุนแล้วกว่า 160 คน
29 December 2025
-
ATLAS ใส่เกียร์เดินหน้าเปิดโรงบรรจุก๊าซ LPG แห่งใหม่มั่นใจโค้งสุดท้ายสดใส หนุนรายได้ปี 68 เติบโต 2 Digit ตามนัด
บมจ.แอตลาส เอ็นเนอยี เดินหน้าขยายศักยภาพธุรกิจพร้อมเปิดโรงบรรจุก๊าซ LPG แห่งใหม่ที่จังหวัดเพชรบุรี ดันยอดขายโตแกร่ง รับดีมานด์ตลาดเติบโต ฟากผู้บริหาร “สุวัชชัย พิทักษ์วงศาภรณ์” ระบุมั่นใจผลงานไตรมาส 4/68 สดใส หนุนรายได้ปี 68 เติบโต 2 Digit ตามแผน ชูโมเดล “Creative Energy Retail” จุดแข็งเหนือคู่แข่ง นายสุวัชชัย พิทักษ์วงศาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอตลาส เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (ATLAS) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รุกขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เปิดโรงบรรจุก๊าซ LPG แห่งใหม่ในจังหวัดเพชรบุรี อย่างเป็นทางการ ในเดือนพฤศจิกายน 2568 มีกำลังการอัดบรรจุประมาณ 1,200 ตันต่อเดือน นับเป็นโรงบรรจุก๊าซแห่งที่ 9 เพื่อรองรับฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้น และความต้องการใช้ LPG ที่เติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนด้านโลจิสติกส์ให้ดียิ่งขึ้น สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2568 มีทิศทางสดใส สอดคล้องกับความต้องการใช้ก๊าซ LPG ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงการเดินทางที่คึกคักในช่วงปลายปี โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนและภาคขนส่ง ซึ่งมีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นช่วง High season ของธุรกิจ ผลักดันรายได้ในปี 2568 เติบโต Double Digit ตามแผนงานที่วางไว้ “ช่วงโค้งสุดท้ายของปีเป็นช่วงที่ปริมาณการใช้ก๊าซเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันบริษัทฯ ได้ขยายช่องทางการจัดจำหน่ายและเพิ่มเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แนวโน้มรายได้ในไตรมาส 4/2568 เติบโตต่อเนื่องจากก่อนหน้านี้ จึงเชื่อมั่นว่าผลประกอบการปี 2568 จะสามารถเติบโตตามแผน”นายสุวัชชัย กล่าว ขณะที่โมเดลธุรกิจ “Creative Energy Retail” ถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ ATLAS สามารถแข่งขันได้เหนือคู่แข่ง ทั้งในด้านคุณภาพการให้บริการ ความครบวงจรของผลิตภัณฑ์และช่องทางจัดจำหน่าย รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ นอกจากนี้ การได้รับการสนับสนุนจาก Ecosystem ของกลุ่ม PTG ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ยังช่วยสร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง และต่อยอดโอกาสการเติบโตได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าขยายธุรกิจก๊าซ LPG ครบวงจรทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งภาคครัวเรือน ผ่านการขยายโรงบรรจุก๊าซ ร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้ม และการเพิ่มจำนวนถังก๊าซ LPG รวมถึงภาคขนส่ง ผ่านโครงการ “PT Auto Transform” เพื่อส่งเสริมการใช้ก๊าซ LPG ในยานยนต์ ตลอดจนการขยายฐานลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการจำหน่าย LPG ซึ่งมีศักยภาพเติบโตในอนาคต ผลักดันผลการดำเนินงานเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น
29 December 2025
-
SME D Bank จัดใหญ่มอบแพ็กเกจของขวัญปีใหม่เพื่อเอสเอ็มอีไทยเติมทุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3%
SME D Bank จัดชุดของขวัญปีใหม่ 2569 เพื่อเอสเอ็มอีไทย สร้างความสุข สนับสนุนธุรกิจเติบโตเข้มแข็งยั่งยืน ได้แก่ 1. เติมทุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท แถมยื่นกู้ภายใน 31 มี.ค. 69 ลดค่าธรรมเนียมวิเคราะห์โครงการ 0.50% 2. เสริมทักษะ เพิ่มรายได้ด้วยตลาดออนไลน์ และ 3.ช่วยแก้หนี้ยั่งยืน คืนความสุข สร้างโอกาสพลิกฟื้นธุรกิจเดินหน้าได้ดีอีกครั้ง นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า SME D Bank จัดชุด “มาตรการของขวัญปีใหม่” ประจำปี 2569 มอบให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจครบวงจร พร้อมเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่ 1.มีทุน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน เสริมสภาพคล่อง มีเงินทุนเพียงพอในการลงทุน ยกระดับ ปรับเปลี่ยน ขับเคลื่อนกิจการได้ต่อเนื่อง เปิดกว้างทั้งบุคคลธรรมดา นิติบุคคล ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต ภาคบริการ รวมถึงธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก ผ่าน 2 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3%ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุดถึง 10 ปี ได้แก่ โครงการสินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” วงเงิน 5,000 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็ก วงเงินกู้ต่อรายสูงสุด 1 ล้านบาท ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และโครงการสินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME” วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจ วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท ใช้ บสย.ค้ำประกันร่วมได้ โดยทั้ง 2 โครงการสินเชื่อดังกล่าว เปิดรับคำขอถึง 30 ธันวาคม 2569 นอกจากนั้น เพิ่มเติมความพิเศษ หากยื่นคำขอสินเชื่อภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 รับสิทธิพิเศษลดค่าธรรมเนียมวิเคราะห์โครงการ (Front end Fee) 0.50% ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติ 2.มีความรู้ มอบสิทธิ์เข้ารับการพัฒนายกระดับธุรกิจ ในแคมเปญ “Live ปัง ดังทันที!” เปิดโอกาสผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทุกกลุ่ม สามารถแจ้งความประสงค์ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม 2569 รับฟรี 500 Point นำไปแลกสิทธิประโยชน์การสนับสนุนเติมความรู้เพิ่มศักยภาพการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะช่วยเพิ่มยอดขาย ขยายช่องทางตลาดผ่านแพลตฟอร์มชอปปิ้งออนไลน์ชื่อดัง เช่น Shopee Lazada และ TikTok Shop เป็นต้น รวมถึง รับสิทธิ์ร่วมโครงการให้ผู้มีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์ (Influencer) และผู้เชี่ยวชาญ (KOL) รีวิวสินค้าหรือบริการ สร้างการรับรู้สู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย นอกจากนั้น รับสิทธิ์ร่วมกิจกรรมอบรมพัฒนาความรู้ โดยเฉพาะเน้นด้านทำตลาดออนไลน์ เช่น การผลิต Content และ Live Commerce เป็นต้น 3.มีความสุข แก้หนี้ได้ยั่งยืน ช่วยเหลือลูกค้าธนาคาร กลุ่มเปราะบาง ประคับประคองลดภาระทางการเงิน สร้างโอกาสเดินหน้าธุรกิจ เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง ด้วยมาตรการ “3 ลดปลดหนี้” ได้แก่ 1. ลดผ่อน ปรับวงเงินการผ่อนชำระ ตามความสามารถของกิจการ 2. ลดเงินต้น ปรับโครงสร้าง เพิ่มความยืดหยุ่น นําเงินค่างวดแบ่งตัดลดเงินต้น และ 3. ลดดอกเบี้ยค้างชำระผิดนัด เมื่อชำระตามเงื่อนไขของธนาคาร
29 December 2025
-
กรุงศรีเสริมโอกาสการเรียนรู้ มอบคอมพิวเตอร์แก่ สพฐ. ต่อเนื่องปีที่ 3
กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) โดย นางสาวสายสุนีย์ หาญประเทืองศิลป์ (ที่ 2 จากซ้าย) ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล และนายพชร วันรัตน์เศรษฐ (ซ้าย) ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มอบคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์จำนวน 1,300 เครื่อง ให้กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงไปยังพื้นที่ห่างไกล โดยมี นายพิเชฐร์ วันทอง (ที่ 2 จากขวา) รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นผู้แทนรับมอบ ในปีนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ จะนำคอมพิวเตอร์ที่ได้รับมอบจัดสรรให้โรงเรียนที่ขาดแคลนทั่วประเทศเพื่อใช้สำหรับจัดการเรียนการสอน เสริมสร้างทักษะเทคโนโลยีดิจิทัลแก่เยาวชน และลดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยี รวมถึงนำบางส่วนไปช่วยเหลือโรงเรียนในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลาและอำเภอหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งล่าสุด เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมด้านการเรียนรู้
29 December 2025
-
กรุงไทยคว้า 4 รางวัลความเป็นเลิศ จากเวที TMA Excellence Awards 2025
ธนาคารกรุงไทย ประสบความสำเร็จ ได้รับ 4 รางวัลความเป็นเลิศ ในเวที “TMA Excellence Awards 2025” จัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อยกย่ององค์กรที่เป็นเลิศและสร้างผลงานโดดเด่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน ณ โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ ความสำเร็จในครั้งนี้ สะท้อนความโดดเด่นของธนาคารในการผลักดันองค์กรให้ก้าวนำการเปลี่ยนแปลง เติบโตอย่างแข็งแกร่งไปพร้อมกับทุกภาคส่วนในสังคม โดยธนาคารได้รับรางวัล Thailand Corporate Excellence Awards 2025 ในระดับ Distinguished จำนวน 3 สาขา ได้แก่ สาขา Leadership Excellence Award จากการกำหนดยุทธศาสตร์ การสร้างค่านิยม วิสัยทัศน์ และพันธกิจ ที่ช่วยยกระดับและขับเคลื่อนองค์กรด้วยบุคลากรที่มีศักยภาพ พร้อมนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาพัฒนาบริการและแพลตฟอร์มที่สร้างผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมถึงรองรับโลกการเงินดิจิทัลในอนาคต สาขา Product / Service Excellence Award จากแพลตฟอร์ม “Krungthai BUSINESS” โซลูชันทางการเงินแบบครบวงจร ที่ตอบโจทย์ลูกค้าธุรกิจทุกกลุ่มในทุกมิติ ยกระดับการบริหารจัดการให้สะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ รวมถึง “กระเป๋าสุขภาพ” บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง ที่ช่วยให้คนไทย สามารถเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลของตนเองได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม สาขา Financial Management Excellence Award ด้วยการวางกลยุทธ์ทางการเงินและบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การกำกับดูแลกิจการที่ดี และการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัล SMEs Excellence Awards 2025 ระดับ Gold ประเภทธุรกิจบริการ ร่วมกับลูกค้าธนาคาร “บริษัท ลานนาคอม จำกัด” สะท้อนถึงความสำเร็จของธนาคารในการนำเครื่องมือทางการเงินที่ทันสมัย สนับสนุนการทำธุรกิจของลูกค้าให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ธนาคารกรุงไทย เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรมทางการเงินที่ทันสมัย พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย และเสริมศักยภาพภาคธุรกิจให้เติบโตภายใต้ความท้าทายของโลกธุรกิจยุคใหม่ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยสู่ความยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “กรุงไทย เคียงข้างไทย สู่ความยั่งยืน”
29 December 2025
-
ธอส.เข้าเฝ้าฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารธนาคาร เข้าเฝ้าฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568
29 December 2025
-
ไอแบงก์ร่วมแสดงความยินดีจุฬาราชมนตรี ในโอกาสได้รับรางวัลเกียรติยศระดับโลก
ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) นำโดย ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการธนาคาร พร้อมด้วยผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และคณะผู้บริหาร เดินทางเข้าร่วมแสดงความยินดีและแสดงความคารวะต่อ นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี เนื่องในโอกาสได้รับรางวัลเกียรติยศระดับโลก"เชคฮามัดเพื่อการแปลและการสร้างความเข้าใจระหว่างประเทศ ครั้งที่ 11 ประจำปี 2025" (Sheikh Hamad Award for Translation and International Understanding 2025) ซึ่งเป็นรางวัลระดับนานาชาติที่ให้เกียรติยกย่องผลงานด้านการแปลและการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาคมโลก ณ โรงแรมเดอะ ริตซ์-คาร์ลตัน (The Ritz-Carlton) กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ พร้อมมอบของขวัญกระเป๋าฮาลาล โดยธนาคารได้นำผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากแบรนด์ไอเบฟ ที่เป็นผลงานความร่วมมือการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการสินค้าฮาลาล (Halal) สู่การส่งออก นำมาซึ่งการที่ธนาคารได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568 ระดับดี สาขาบริการภาครัฐ ประเภทบริการตอบโจทย์ตรงใจ และธนาคารจะมอบให้เป็นของขวัญแทนใจให้กับลูกค้าต้อนรับปีใหม่ ในโอกาสนี้อีกด้วย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ณ บ้านพักจุฬาราชมนตรี และในโอกาสเดียวกันนี้ ดร.ทวีลาภ ได้นำคณะผู้บริหารได้รายงานภารกิจที่สำคัญของธนาคารให้จุฬาราชมนตรีได้ทราบถึงความก้าวหน้าของธนาคารในปัจจุบัน อาทิ ibank Application โมบายแบงก์กิ้งไอแบงก์ที่ให้บริการตามหลักชะรีอะฮ์บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง ได้เพิ่มบริการต่างๆ จนครบสมบูรณ์ของการให้บริการแล้วในขณะนี้ การยกระดับการเป็นชะรีอะฮ์ภิบาลของธนาคาร โดยได้เริ่มกระบวนการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเงินอิสลาม (Center of Excellence in Islamic Finance) และส่วนหนึ่งของแผนงานงานคือการจัดเวทีเสวนา “การรับฟังความคิดเห็นในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง” เพื่อให้เกิดการได้สะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะอย่างรอบด้าน เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางพัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และทิศทางระบบการเงินอิสลามในอนาคต การพัฒนาบทบาทของธนาคารใน 5 จังหวัดภาคใต้ ผ่านโครงการ Southern Sandbox รวมทั้งการศึกษาความเป็นไปได้ถึงแนวทางในการออกศุกูก (Sukuk) หรือพันธบัตรอิสลาม และการเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมจัดงานการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 เพื่อหารือประเด็นเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านความยากจนและการให้บริการภาคการเงินอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ธนาคารได้รายงานผลสรุปการให้ความช่วยเหลือในเหตุการณ์มหาอุทกภัยภาคใต้ ที่ได้ร่วมภารกิจหลักในทุกมิติกับสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี ความร่วมมือกับสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 (ททบ.5) ในการสื่อสารข่าวสารการช่วยเหลือเชิงสาธารณะ และพันธมิตรเครือข่ายในการสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภค พร้อมทั้ง เปิดศูนย์ช่วยเหลือ“ศูนย์น้ำใจ ibank ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย” จัดส่งถุงยังชีพฮาลาล ระดมทีมลงพื้นที่ภาคใต้ให้การช่วยเหลือ การจัดทำโรงครัวฮาลาล การเร่งออกมาตรการช่วยเหลือทั้งลูกค้า ประชาชน และพนักงาน และการรณรงค์บัญชีบริจาค“ให้เพื่อส่งต่อ รับเพื่อกลับคืน” โดยเงินที่ได้รับบริจาคทั้งหมดจะถูกรวบรวมและส่งมอบให้สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี หรือหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนเครือข่ายอื่นเพื่อนำไปจัดซื้อสิ่งของจำเป็นและสนับสนุนการทำงานช่วยเหลือทั้งในช่วงน้ำท่วมและการฟื้นฟูหลังน้ำลดต่อไป ท้ายนี้ จุฬาราชมนตรี ได้ขออำนวยพรให้ ดร.ทวีลาภ และคณะผู้บริหาร มีความสุขมีความเจริญมีความก้าวหน้าในชีวิตการงาน ทั้งปีนี้และทุกปีตลอดไป และขอพระองค์อัลลอฮได้โปรดให้ธนาคารอิสลามเป็นธนาคารที่มีความก้าวหน้าและได้รับการยอมรับ จากพี่น้องมุสลิมและประชาชนทั่วไป ได้มาใช้บริการด้วยความเชื่อมั่น และขอให้กิจการของธนาคารนั้นมีความเจริญมีความก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป กับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทางคณะผู้บริหารได้คิดและได้ลงมือปฏิบัติในสิ่งที่จะเกิดผลดีต่อธนาคารอิสลามนั้น ขอพระองค์อัลลอฮ์ได้โปรดประทานให้เกิดความสำเร็จลุล่วง และบังเกิดผลดีแก่ธนาคารและลูกค้าของธนาคารอิสลาม และแก่ประเทศชาติบ้านเมืองตลอดไป และขออัลลอฮ์ให้ทุกท่านได้รับความสุขความเจริญ มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ตลอดจนทุกคนในครอบครัวทั้งปีนี้ และตลอดไป
29 December 2025
-
กบข. เข้าเฝ้าฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เข้าเฝ้าฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568
29 December 2025
-
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.12 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.12 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 31.04 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ก่อนที่จะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซน 31.10 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 31.01-31.15 บาทต่อดอลลาร์) หลัง ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากโซน 4,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สู่ระดับ 4,490 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดช่วงปลายปี ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์ย่อตัวลงบ้างในจังหวะดังกล่าวและโดยรวมเงินดอลลาร์ก็เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways สะท้อนถึงผลกระทบของราคาทองคำต่อเงินบาทที่ยังคงมีอยู่พอสมควร สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นเกือบทะลุแนวรับ 31 บาทต่อดอลลาร์ ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ และอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All-Time High) ของราคาทองคำ สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีน พร้อมระวังความผันผวนของตลาดการเงิน ในช่วงปลายปี ที่ปริมาณการทำธุรกรรมเบาบางลงชัดเจน มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP (ADP Weekly Employment) และรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานการประชุม FOMC เดือนธันวาคมของเฟด (FOMC Meeting Minutes) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 34% ที่จะลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปี 2026 หรืออาจกล่าวได้ว่า ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ซึ่งมากกว่าที่เฟดระบุไว้เพียง 1 ครั้ง ใน Dot Plot ล่าสุด ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามมีความคืบหน้ามากขึ้น ท่ามกลางความพยายามของทางสหรัฐฯ ที่ต้องการยุติสงครามซึ่งยืดเยื้อเกือบ 4 ปี ทว่าการเจรจาดังกล่าวก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง หลังรัสเซียได้เปิดฉากถล่มเมืองหลวงของยูเครนในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) ในเดือนธันวาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา หลังทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในเดือนพฤศจิกายน ที่จะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทย ท่ามกลางปัจจัยกดดันทั้งผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคการผลิตของไทย อย่าง การไหลทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากจีน ที่กดดันภาคการผลิตของไทยอย่างมีนัยสำคัญ เป็นต้น สำหรับ แนวโน้มเงินบาท ในช่วงที่เหลือของปี 2025 จนถึงช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) จะยังอยู่ในแนวโน้มการแข็งค่าขึ้น จนถึง ตลอดช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 หลังโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทนั้นยังมีกำลังอยู่ ทว่า ในช่วงระยะสั้นนี้ (จนถึงสิ้นปี 2025) การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจชะลอตัวลงบ้าง เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อีกทั้งในช่วงที่เหลือของปี 2025 นี้ ก็ถือว่าเป็นช่วงหยุดยาวทำให้ปริมาณธุรกรรมในตลาดการเงินเบาบาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวัง ว่า เงินบาทเสี่ยงเคลื่อนไหว Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ได้พอสมควร หามีโฟลว์ธุรกรรมด้านใดด้านหนึ่งเข้ามากระทบตลาด โดยเฉพาะในช่วงวันทำการสุดท้ายของตลาดการเงินไทย ในเชิงเทคนิคัลนั้น เรามองว่า หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะยังอยู่ในแนวโน้มการแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถพลิกกลับมาอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน (เราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ หรือโซน 32.30 บาทต่อดอลลาร์) ซึ่งเรามองว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้) นอกจากนี้ เราได้ประเมิน มูลค่าที่เหมาะสมของเงินบาท (Fair Value)...
29 December 2025
-
ธอส. ร่วมกับสภากาชาดไทย จัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิต ครั้งที่ 4 ประจำปี 2568
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิต ครั้งที่ 4 ประจำปี 2568 โดยในปีนี้ธนาคารจัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิต จำนวนรวม 4 ครั้ง มีผู้เข้าร่วม จำนวน 888 ราย ได้รับโลหิตรวม 378,850 ซีซี ซึ่งโลหิตที่ได้รับจะถูกนำไปสำรองสำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงสำรองไว้สำหรับโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อใช้รักษากำลังพลและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ซึ่งการดำเนินการในครั้งนี้เป็นการส่งเสริมให้พนักงานธนาคาร มีส่วนร่วมเสียสละ เพื่อทำประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้อื่น สอดคล้องกับนโยบายด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมหรือ CSR ที่ ธอส. ให้ความสำคัญและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการดำเนินงานตามภารกิจหลักในการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแก่ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางให้สามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมาตลอดระยะเวลากว่า 72 ปี ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้น ณ ห้องวิมานเมฆ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568
27 December 2025