
“หยวนต้า” มั่นใจตลาดหุ้นไทยไตรมาส 4 พลิกกลับมาฟื้นตัว สอดรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ขณะเดียวกันเป็นช่วงไฮซีซั่นของตลาดหุ้นไทย รวมไปถึงมีหุ้นหลายกลุ่มมีผลประกอบการที่ดีเช่น พลังงาน-ธนาคาร-ค้าปลีก-ท่องเที่ยว-และโรงพยาบาล ซึ่งเป็นกลุ่มส่วนใหญ่ของตลาด คาดว่าจะสามารถกระตุ้นดึงดูดนักลงทุนไทยและต่างชาติ
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในมุมุมมองตลาดหุ้นไทยนั้น มองว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 4 จะมีแนวโน้มขึ้นมาเป็นบวกจากปัจจัยนโยบายรัฐบาลและตลาดหุ้นไทยเนื่องจากสถิติที่ผ่านมาเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนของตลาดหุ้นไทยมักให้เห็นตอบแทนเป็นบวกโดยเฉลี่ยประมาณ 0.5% ต่อเดือน แม้จะไม่ได้สูงแต่ความน่าจะเป็นในการให้ผลตอบแทนถือว่าเยอะมากสำหรับตลาดหุ้นไทย
ทั้งนี้คาดว่าเฟดยังคงดอกเบี้ยทำให้แรงกดดันที่ก่อนหน้านั้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ขึ้นไปเยอะทำให้ไม่อยากลงทุนในหุ้น เพราะว่าจะไปซื้อพันธบัตรและหุ้นกู้ซึ่งให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกัน เป็นเหตุผลให้หุ้นจึงขึ้นไปไม่ได้ เพราะเฟดยังคงเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งตนคิดว่าดอกเบี้ยของเฟดจะอยู่ที่ 5.5% นั้นน่าจะอยู่ที่ปลายทาง ซึ่งคาดว่าถ้ามีการขึ้นครั้งเดียว แล้วคงอัตราดอกเบี้ย ทำให้ Bond Yield ที่รบกวนตลาดหุ้นก็จะมีน้อยลง

นายณัฐพล ยังได้มองต่อว่า สำหรับผลประกอบการจะเริ่มมีการทยอยประกาศงบไตรมาส 3 กันตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป โดยมีหลายกลุ่มผลประกอบการดี โดยเฉพาะ 1. กลุ่มพลังงาน เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสสอง ทำให้กลุ่มนี้มีผลกำไรจากการสต็อกน้ำมัน
2. กลุ่มธนาคารจากการที่มีตั้งสำรองปรับตัวลดลงทำให้เป็นบวกกับทั้งกลุ่ม 3. กลุ่มเกี่ยวข้องกับพวกค้าปลีก 4.กลุ่มท่องเที่ยวยังโตได้ดีจากฐานต่ำ และ 5.กลุ่มการแพทย์ที่จะกลับมาโตเมื่อเทียบกับปีที่แล้วเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีโควิด ทำให้ฐานกำไรในปี 2563-2565 สูง ทำปี 66 กำไรเริ่มอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้ตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไปเริ่มเห็นกำไร ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นกลุ่มส่วนใหญ่ของตลาด คาดว่าสามารถกระตุ้นแรงการเก็งกำไรจากนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาได้ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลซึ่งมองว่าในช่วงไตรมาส 4 คาดว่าตลาดหุ้นมีการปรับตัวขึ้นเพื่อมารอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในไตรมาส 1
“ขณะเดียวกันปลายปีต้องมองเรื่องของสหรัฐกับจีนเนื่องจากในช่วงต้นวันที่ 13 มกราคม 2567 ในไต้หวันจะมีการจัดเลือกตั้งมันอาจทำให้ความขัดแย้งระหว่างจีนสหรัฐฯปะทุขึ้นในช่วงปลายปีนั้นเป็นความเสี่ยงให้กับบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก” นายณัฐพล กล่าว











