
“ซีพี ออลล์” ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เซเว่น เดลิเวอรี่ และ ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ จำนวน 3 ชุด อายุ 5 ปี อายุ 7 ปี และอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย [3.55-4.40]% ต่อปี แบ่งการเสนอขายเป็น 2 ช่วง โดยช่วงที่ 1 ให้สิทธิผู้ถือหุ้นกู้ CPALL23OA (ซึ่งจะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 31 ตุลาคม 2566) จองก่อน คาดว่าจะเสนอขายระหว่างวันที่ 9 -11 ตุลาคม 2566 และช่วงที่ 2 สำหรับการเสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไป คาดว่าจะเสนอขายระหว่างวันที่ 26-27 และ 30 ตุลาคม 2566 โดยผู้ถือหุ้นกู้ CPALL23OA ที่ได้สิทธิและสนใจจองซื้อช่วงที่ 1 สามารถติดต่อได้ที่ ธ.กรุงเทพ ธ.กรุงไทย และ ธ.ไทยพาณิชย์ เท่านั้น ส่วนผู้ลงทุนประชาชนทั่วไปที่สนใจจองซื้อช่วงที่ 2 สามารถติดต่อสถาบันการเงินชั้นนำ 7 แห่ง ได้แก่ ธ.กรุงเทพ ธ.กรุงศรีอยุธยา ธ.กรุงไทย ธ.กสิกรไทย ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย และ บล.เกียรตินาคินภัทร รวมถึงการขายผ่านแอปพลิเคชั่น TrueMoney Wallet โดยบริษัทฯ และหุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ A+ แนวโน้ม “บวก” (Positive) จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2566
นายเกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ Chief Financial Officer บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ซีพี ออลล์” เตรียมพร้อมที่จะเสนอขายหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 3 ชุด ประกอบด้วย รุ่นอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย [3.55-3.70]% ต่อปี รุ่นอายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย [3.80-3.95]% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย [4.20-4.40]% ต่อปี โดยจะแจ้งอัตราดอกเบี้ยที่แน่นอนอีกครั้ง ทั้งนี้ ช่วงที่ 1 สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นผู้ถือหุ้นกู้ CPALL23OA คาดว่าจะเสนอขายระหว่างวันที่ 9-11 ตุลาคม 2566 โดยผู้ถือหุ้นกู้ CPALL23OA สามารถจองซื้อได้ทั้ง 3 รุ่น สูงสุดรวมกันไม่เกินสิทธิของหุ้นกู้ CPALL23OA เดิมที่ถืออยู่ ผ่านธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำหรับช่วงที่ 2 สำหรับผู้ลงทุนที่เป็นประชาชนทั่วไป คาดว่าจะเสนอขายระหว่างวันที่ 26-27 และ 30 ตุลาคม 2566 ผ่านสถาบันการเงินชั้นนำ 7 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) รวมถึงมีการขายผ่านแอปพลิเคชั่น TrueMoney Wallet เพื่อเพิ่มความสะดวกและตอบโจทย์นักลงทุนยุคดิจิทัล อีกด้วย

สำหรับบริษัทและหุ้นกู้ชุดดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2566 ที่ระดับ A+ แนวโน้ม “บวก” (Positive) ซึ่งสะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจและการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัทฯ ทั้งการเป็นผู้นำในธุรกิจร้านค้าสะดวกซื้อในประเทศไทย ลักษณะของธุรกิจค้าปลีกที่สามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน การมีเครือข่ายสาขาที่แข็งแกร่งและครอบคลุมทั่วประเทศ และการมีธุรกิจสนับสนุนที่เข้มแข็ง รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังรุกขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้าน คือ ประเทศกัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ลาว ได้อย่างมีศักยภาพ โดยล่าสุด “ซีพี ออลล์” ได้เปิดให้บริการร้านสะดวกซื้อ “เซเว่น อีเลฟเว่น” สาขาแรก ใน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2566 ซึ่งได้รับกระแสตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดียิ่ง ทั้งผู้บริโภคภายในประเทศ และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน สปป.ลาว ซึ่งเพิ่มขึ้นตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย กระตุ้นให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยคึกคักมากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ “ซีพี ออลล์” เป็นผู้ประกอบธุรกิจหลักในการบริหารร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ “เซเว่น อีเลฟเว่น” ที่ให้บริการความสะดวกกับชุมชน โดย ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทฯ มีจำนวนร้านสาขาทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 14,215 สาขา มีรายได้รวม 112,118 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.3% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากการบริโภคในประเทศเริ่มฟื้นตัว ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศเริ่มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บริษัทฯ ยังคงเดินหน้ารักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่ ผ่านกลยุทธ์ O2O อาทิ 7Delivery และ All Online ซึ่งได้รับการตอบสนองจากลูกค้าเป็นอย่างดี สำหรับเป้าหมายการขยายสาขาในปีนี้ บริษัทฯ วางแผนที่จะพัฒนาช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการ ทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงการขยายเครือข่ายร้านสาขาอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของชุมชน โดยวางแผนจะลงทุนเปิดร้านสาขาใหม่ในประเทศไทยอีกประมาณ 700 สาขา และมีเป้าหมายที่จะเปิดสาขาในประเทศกัมพูชาให้ครบ 100 สาขา ภายในปีนี้

“เราเชื่อว่า หุ้นกู้ ซีพี ออลล์ จะได้รับการตอบรับที่ดีทั้งจากผู้ถือหุ้นกู้เดิม รวมถึงผู้ลงทุนที่เป็นประชาชนทั่วไป ที่สนใจและมั่นใจในศักยภาพการเติบโตของบริษัทฯ ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังสามารถขยายไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังมีเป้าหมายสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้การบริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาล โดยที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิก FTSE4Good Index ติดต่อกันเป็นปีที่ 6 (2018-2023) ในกลุ่ม Food Retailers & Wholesalers และยังคงรักษามาตรฐานมีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมในทุกมิติ รวมถึงได้รับเลือกให้เป็นสมาชิก DJSI ในกลุ่มอุตสาหกรรม Food & Staples Retailing กลุ่มดัชนี DJSI Emerging Markets ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 (2017-2022) และกลุ่มดัชนี DJSI World ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 (2018-2022) ซึ่งจะเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนมากยิ่งขึ้น” นายเกรียงชัยกล่าว











