Krungthai COMPASS ประเมินการท่องเที่ยวไทยจะทยอยฟื้นตัวในปี 2566 และฟื้นตัวชัดในปี 2567 โดยคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติว่าจะอยู่ที่ 21.4 และ 34.7 ล้านคน ตามลำดับ และมีมูลค่าตลาดการท่องเที่ยวในภาพรวมอยู่ที่ 1.6 และ 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 58-87% เมื่อเทียบกับปี 2562 โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบของไทย และความต้องการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่สะสมมานานกว่า 2-3 ปี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่คาดว่าจะเริ่มกลับมาเดินทางได้ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2566 เป็นต้นไป
นักท่องเที่ยวต่างชาติระยะใกล้ อาทิ มาเลเซีย อินเดีย และสิงคโปร์ ยังคงเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวไทยในปี 2566 ซึ่งยังกดดันให้ค่าใช้จ่ายต่อคนต่อทริปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปี (2560-2562) ที่ผ่านมาถึง 17%
Krungthai COMPASS ประเมินภาคการท่องเที่ยวของไทยว่าจะกลับสู่ระดับปกติได้ในช่วงปลายปี 2567 โดยไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวทั่วโลกสะท้อนจากการสำรวจของ Condé Nast Traveler ซึ่งเป็นนิตยสารด้านการท่องเที่ยวชั้นนำ ที่ชี้ว่าไทยติดอันดับ 3 ของประเทศที่น่าท่องเที่ยวที่สุดในโลก
Krungthai COMPASS มองว่า ภาคการท่องเที่ยวของไทยในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2565 จะมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นจากการเข้าสู่ช่วง High Season นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าและการที่ภาครัฐมีนโยบายขยายระยะเวลาพำนักของชาวต่างชาติที่เดินทางมายังไทยจากเดิมสูงสุดไม่เกิน 30 วัน เป็น 45 วัน จะทำให้ประเทศไทยมีความน่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัวเร่งขึ้นมาอยู่ในระดับ 1.5 ล้านคนต่อเดือน ส่งผลให้ทั้งปี 2565 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 10.2 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 25% จากระดับ 39.9 ล้านคนในปี 2562 เท่านั้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นกลุ่มหลักยังไม่สามารถกลับมาเดินทางได้ปกติ
ขณะที่ในปี 2566-2567 คาดว่าภาคการท่องเที่ยวของไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นอย่างชัดเจนตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาอยู่ในระดับ 21.4 และ 34.7 ล้านคน โดยมีปัจจัยบวกหลักมาจากความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่สะสมมานานกว่า 2-3 ปี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวจีนที่จะเริ่มกลับมาได้ในช่วงปี 2566 ทั้งนี้ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาสู่ระดับปกติได้ประมาณช่วงปลายปี 2567 เนื่องจากประเทศไทยยังคงมีศักยภาพในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวกับประเทศคู่แข่งอื่นๆ ที่ปัจจุบันเริ่มทยอยมีการเปิดประเทศมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เป็นข้อสังเกตว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2565-2566 จะยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับปี 2562 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 39.9 ล้านคนค่อนข้างมาก รวมถึงนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติระยะใกล้ ซึ่งมีการใช้จ่ายต่อคนต่อทริปค่อนข้างน้อย ซึ่งยังกดดันให้ค่าใช้จ่ายต่อคนต่อทริปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 และส่งผลต่อเนื่องให้ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ฯลฯ ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในอนาคต อีกทั้งต้นทุนทางธุรกิจยังคงมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากค่าแรงงานขั้นต่ำ ค่าไฟฟ้า รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ท่ามกลางภาวการณ์แข่นขันที่รุนแรง
ดังนั้น ภาคธุรกิจอาจต้องปรับตัวโดยการลดการพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพื่อกระจายความเสี่ยง หรือทำกิจกรรมทางการตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ เช่น กลุ่ม Wellness Tourism ที่มีค่าใช้จ่ายต่อคนต่อทริปค่อนข้างสูง หรือกลุ่ม Digital Nomad ที่เข้ามาพำนักเพื่อการทำงานผ่านระบบดิจิทัล (วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ อีเมล ฯลฯ) ซึ่งมีระยะเวลาเข้าพักนานกว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป รวมถึงพยายามเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานเพื่อลดต้นทุนลง ก่อนที่ภาคการท่องเที่ยวจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงปลายปี 2567











