
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ประธานเปิดงาน “เทศกาลข้าวประณีต (KHAOPRANEAT Fair 2026)” เปิดเผยว่า ตามนโยบายท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่มุ่งยกระดับข้าวไทยอันเป็นสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศและเป็นแหล่งรายได้ของเกษตรกรจำนวนมาก โดยนำจุดแข็งด้านความหลากหลายของสายพันธุ์ ภูมิปัญญาการผลิต และเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่มาสร้างความแตกต่าง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้แนวคิด “ข้าวประณีต“
ปัจจุบันเราเผชิญกับความท้าทายทั้งภาคการผลิต และการตลาดข้าวโลก ที่มีการแข่งขันสูงขึ้น โดยตลาดให้ความสำคัญไม่เพียงราคาและปริมาณ แต่รวมถึงคุณภาพ มาตรฐาน ความยั่งยืน และความต้องการเฉพาะของผู้บริโภค ขณะที่เกษตรกรไทยยังเผชิญต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไร่มีข้อจำกัด และความผันผวนของสภาพอากาศ กระทรวงพาณิชย์จึงมุ่งเพิ่มมูลค่าข้าวไทย จึงได้ดำเนินโครงการ ข้าวประณีต และได้รวบรวมนำมาแสดงในงานครั้งนี้ โดยเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับข้าวไทยที่มีความหลากหลาย ทั้งสายพันธุ์ กลิ่น รสชาติ และเนื้อสัมผัส พร้อมเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการนำเสนอเอกลักษณ์ของข้าวแต่ละชนิดสู่ผู้บริโภค เชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ซื้อและผู้ประกอบการ เพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย

ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ กล่าวต่อว่า ข้าวประณีต ไม่ใช่เพียงการเพิ่มมูลค่าด้วยบรรจุภัณฑ์ แต่เป็นการพัฒนาคุณภาพตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การเลือกพันธุ์และพื้นที่ปลูก การดูแลและเก็บเกี่ยว การแปรรูป การควบคุมมาตรฐาน ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้ข้าวแต่ละชนิดมีจุดขายชัดเจน ตอบโจทย์ผู้บริโภค และจำหน่ายได้ในราคาที่สะท้อนคุณภาพและคุณค่าที่แท้จริง
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในคัดเลือกกลุ่มผู้ผลิตข้าวประณีตที่มีศักยภาพจำนวน 466 กลุ่มทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมการพัฒนาข้อมูลข้าวคุณภาพสูง ทั้งแหล่งผลิต มาตรฐาน และคุณลักษณะเฉพาะด้านรสชาติ ผ่านเครื่องมืออย่าง Rice Taste Profile และ Rice Flavor Wheel เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการเข้าใจความแตกต่างของข้าวไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเชื่อมโยงตลาดและจับคู่ธุรกิจกับโรงแรม ร้านอาหาร เชฟ และผู้ซื้อรายใหญ่ ขยายช่องทางจำหน่ายและเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ในระยะยาว ตามแนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตข้าวสอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ตัวอย่างความสำเร็จในการสร้างมูลค่าเพิ่ม คือ “ข้าวหอมใบเตย” จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเดิมจำหน่ายประมาณ 35 บาทต่อกิโลกรัม ก่อนนำจุดเด่นด้านคุณภาพ รสชาติ และเอกลักษณ์ของสายพันธุ์มาสื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ จนสามารถเพิ่มราคาจำหน่ายเป็น 60–80 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อผู้บริโภคเข้าใจความแตกต่างและคุณค่าของข้าวแต่ละสายพันธุ์ ย่อมช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและเปลี่ยนเอกลักษณ์ของข้าวไทยให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ โดยกระทรวงพาณิชย์มุ่งขยายผลไปยังกลุ่มผู้ผลิตข้าวคุณภาพสูงทั่วประเทศ

สำหรับงาน “เทศกาลข้าวประณีต (KHAOPRANEAT Fair 2026)” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–25 ตุลาคม 2569 ณ Parade Square ชั้น G ศูนย์การค้า One Bangkok เพื่อเปิดประสบการณ์ให้ผู้บริโภครู้จักข้าวไทยที่หลากหลายมากกว่าเรื่องความหอม พร้อมสร้างพื้นที่เชื่อมโยงเกษตรกรกับตลาด ภายในงานมีกิจกรรม อาทิ Rice Tasting ชิมข้าวหลากหลายสายพันธุ์เพื่อเรียนรู้ความแตกต่างด้านกลิ่น รสชาติ และเนื้อสัมผัส Rice Pairing การจับคู่ข้าวกับอาหาร Praneat Studio เวิร์กช็อปให้ความรู้เกี่ยวกับข้าว และ Praneat Stories เวทีถ่ายทอดเรื่องราวของข้าวประณีต รวมถึง Business Matching เชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรกับผู้ซื้อและคู่ค้า เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงช่องทางจำหน่ายและต่อยอดธุรกิจ
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์มีแผนขยายกิจกรรมส่งเสริมตลาดข้าวประณีตอย่างต่อเนื่อง โดยจะจัดกิจกรรมครั้งต่อไปที่ตลาดจริงใจ จังหวัดเชียงใหม่ เน้นเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้ซื้อ ร้านอาหาร เชฟ และคู่ค้า ก่อนต่อยอดสู่เวที Thailand Rice Fest 2027 เพื่อขยายการรับรู้ในวงกว้าง

“การส่งเสริมตลาดข้าวประณีตจะช่วยให้ผู้บริโภครู้จักและเห็นคุณค่าของข้าวไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสให้เกษตรกรได้พบตลาดที่เหมาะสม นำข้อมูลความต้องการของผู้ซื้อไปพัฒนาคุณภาพและวางแผนการผลิต ต่อยอดการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพิ่มโอกาสทางการค้า และยกระดับรายได้ของพี่น้องเกษตรกรอย่างยั่งยืน” ดร.กิริฎา กล่าว











