
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.64 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.70 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.61-33.75 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันในช่วงแรก ตามจังหวะการปรับตัวลงแรงของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่มาพร้อมกับการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทว่า เงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้าง หลังราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลง หนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ ขณะเดียวกัน การปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบและผลการประมูลบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ออกมาดีนั้น ได้ช่วยให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลง และกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงบ้าง นอกจากนี้ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย เงินบาทยังพอได้อานิสงส์จากการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ช่วยกดดันเงินดอลลาร์เพิ่มเติม
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.55-33.75 บาท/ดอลลาร์
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและความเสี่ยงที่ FED อาจคงดอกเบี้ยที่ระดับสูงเป็นเวลานานเพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ (Higher for Longer) หลังราคาน้ำมันดิบยังคงมีจังหวะปรับตัวสูงขึ้น และรายงานการประชุม FOMC ล่าสุด ยังคงสะท้อนแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.7% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.2% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ย่อลง -0.2%
ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลงกว่า -1.0% ท่ามกลางความกังวลต่อปัญหาฐานะการคลังของฝรั่งเศส รวมถึงประเด็นความไม่แน่นอนของการเมืองยุโรป โดยเฉพาะในฝั่งฝรั่งเศสและสเปน อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare เช่นเดียวกันฝั่งสหรัฐฯ
ตลาดบอนด์ – แม้ในช่วงแรกบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบโซน 5.36% ทว่า จังหวะปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ กอปรกับผลการประมูลบอนด์ 10 ปี ที่ออกมาดี สะท้อนความต้องการซื้อของผู้เล่นในตลาด และแรงซื้อ Buy on Dip บอนด์ระยะยาวของผู้เล่นในตลาด ได้ช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และหนุนการย่อตัวลงบ้างของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก่อนที่จะทรงตัวแถวระดับ 5.30% อนึ่ง แม้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ผันผวนสูงขึ้นในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.20% โดย Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมาก (Asymmetric Risk-Reward ชัดเจน) หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้น/ลง เช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps
ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์ย่อตัวลงบ้าง ตามจังหวะการย่อตัวลงของทั้ง ราคาน้ำมันดิบและบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รวมถึงจังหวะแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อลง สู่โซน 102.2 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 102.2-102.5 จุด)
ทองคำ – แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) จะเผชิญแรงขายหนักในช่วงการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด รวมถึง จังหวะพลิกกลับมาย่อตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กอปรกับ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ช่วยให้ ราคาทองคำทยอยรีบาวด์ขึ้นสู่โซน 4,130-4,140 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมิน แนวโน้มดอกเบี้ย FED พร้อมรอลุ้น รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) รวมถึง ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ที่อาจกระทบต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ 30 ปี ในระยะสั้นได้
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของทั้งสองธนาคารกลางหลักยุโรป
ทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ของญี่ปุ่น ส่วนในช่วงราว 6.30 น. ของเช้าวันศุกร์นี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงาน ยอดการใช้จ่ายของครัวเรือนญี่ปุ่น (Household Spending) ในเดือนสิงหาคม
ในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนกันยายน
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงประเด็นการเมืองยุโรป อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เสี่ยงผันผวนสูง หากมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน หรือแม้จะมีการทำ Rate Check ที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน แม้บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมอาจอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว ซึ่งอาจกดดันเงินบาทบ้าง หากบรรดานักลงทุนต่างชาติเลือกที่จะทยอยขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม แต่เราสังเกตว่า เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้ทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย หลังอ่อนค่าทะลุโซน 158 เยนต่อดอลลาร์ (อาจเป็นการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด บนความกังวลต่อความเสี่ยงทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงค่าเงิน) ส่งผลให้ เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงบ้าง และช่วยหนุนเงินบาท อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงสูงอยู่ โดยเฉพาะหลังมีรายงานข่าวว่า ทางการสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เตรียมแผนปฎิบัติการทางทหารโจมตีอิหร่าน ในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ทำให้ ราคาพลังงานเสี่ยงผันผวนสูงขึ้น สร้างแรงกดดันต่อเงินบาทได้ ทำให้ เราประเมินว่า เงินบาทอาจยังคงแกว่งตัวในกรอบ Sideways แต่มีความเสี่ยงพร้อมอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านแรกแถว 33.75 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านสำคัญ 33.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์) หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า ควรติดตามการเคลื่อนไหวของเงินยูโร (EUR) ท่ามกลางความวุ่นวายของการเมืองฝรั่งเศสและสเปน ที่อาจเป็นปัจจัยกดดันเงินยูโรและหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ (รวมถึงสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ) ในช่วงนี้
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.40 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ











