วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม 2569 22:15น.

Krungthai CIO ชี้หุ้นโลกผันผวน แนะกลยุทธ์ Barbell ทยอยสะสมหุ้นคุณภาพ กระจายความเสี่ยง

6 ตุลาคม 2026

         Krungthai CIO ชี้ ตลาดหุ้นโลกยังผันผวน จากแรงกดดันจากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่แตะ 5.34% และราคาน้ำมัน Brent ที่พุ่งเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แนะจัดพอร์ตแบบ Barbell กระจายความเสี่ยง สร้างสมดุลพอร์ต หุ้นเติบโตคุณภาพดีกับ Healthcare พร้อมทยอยสะสมเมื่อราคาปรับลง

         ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office : CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์ วันที่ 5 – 9 ตุลาคม 2569 ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม โดยดัชนี S&P 500 ลดลง 0.27% และ Dow Jones ลดลง 1.26% ขณะที่ Nasdaq เพิ่มขึ้นสวนทาง 0.45% จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor ส่วนตลาดหุ้นยุโรปลดลง 1.1% และตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวแบบกระจุกตัว สะท้อนว่าตลาดยังให้มูลค่าเพิ่มเฉพาะหุ้นกลุ่มที่มีการเติบโตของกำไรอย่างชัดเจน

         ด้านตลาดตราสารหนี้และโภคภัณฑ์ บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 11 bps สู่ 5.27% และแตะระดับสูงสุด 5.34% ระหว่างสัปดาห์ จากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและหนี้การคลัง ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ไทย อายุ 10 ปี ขยับขึ้นตามสู่ 2.39% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้น 5% สู่ 102.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากภาวะตึงตัวด้านการกลั่น เพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อด้านพลังงาน ส่วนราคาทองคำลดลง 3.4% สู่ 4,141 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงกดดันของดอลลาร์และบอนด์ยีลด์

         Krungthai CIO คงน้ำหนักหุ้นมากกว่าระดับ Neutral ในระยะกลาง เน้นกลยุทธ์ Barbell จับคู่หุ้นเติบโตคุณภาพดีและกลุ่ม Healthcare เพื่อลดความผันผวน ส่วนหุ้นที่มีความผันผวนสูงอย่างกลุ่ม Technology และ Semiconductor แนะรอสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวจากแรงกดดันของบอนด์ยีลด์ พร้อมคงมุมมองบวกต่อธีม Power Bottleneck–Grid และหุ้นเวียดนาม ด้านกลุ่มพลังงานยังมีบทบาทเป็น Tactical Hedge ต่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนตราสารหนี้เน้นอายุสั้นถึงปานกลาง เพื่อรับ Carry Yield และลดผลกระทบจาก Term Premium

         สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ รายงานการประชุม FOMC วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PPI สหรัฐฯ วันที่ 14–15 ตุลาคม 2569 เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยและผลของต้นทุนพลังงานต่อเงินเฟ้อ รวมถึงฤดูกาลประกาศผลประกอบการและแนวโน้มธุรกิจของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพของตลาดในระยะถัดไป