
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS มองว่า Longevity Food กำลังจะเปลี่ยนโจทย์สุขภาพของประเทศ สู่โอกาสของอุตสาหกรรมอาหารไทย จากการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัย การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และกระแสการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health) ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น คาดมูลค่าตลาด Longevity Food ในกลุ่มที่มีมูลค่าเพิ่มสูงของไทยจะเติบโตจาก 1.57 หมื่นล้านบาทในปี 2567 เป็น 3.20 หมื่นล้านบาทในปี 2578 หรือเติบโตปีละ 6.7%CAGR
ดร.สุปรีย์ ศรีสำราญ ผู้อำนวยการฝ่าย ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า แนวคิด Longevity ถูกยกระดับขึ้นเป็นหนึ่งในประเด็นเชิงนโยบายที่สำคัญมากขึ้น โดย Longevity Economy เป็นหนึ่งใน 4 เสาหลักขับเคลื่อนประเทศรับความท้าทายเศรษฐกิจโลกที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (WBG) และสอดรับกับนโยบาย Reinvent Thailand ขณะที่ไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากสังคมสูงวัยและภาระโรค NCDs ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงถึงราว 1.6-1.7 ล้านล้านบาทต่อปี ส่งผลให้แนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมีความสำคัญมากขึ้นในระยะยาว
“คนไทยอายุยืนขึ้น แต่สุขภาพดีไม่ยืดตาม สะท้อนจากในช่วงปี 2559-2564 คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ย (Life Expectancy) เพิ่มจาก 76.8 เป็น 77.6 ปี ขณะที่อายุขัยเฉลี่ยที่มีสุขภาพดี (Healthy Life Expectancy) ลดลงจาก 67.2 เป็น 65.8 ปี ทำให้ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่แต่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพ (Healthspan Gap) เพิ่มขึ้นจาก 9.6 เป็น 11.8 ปี แนวโน้มดังกล่าวสร้างโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ โดยเฉพาะอาหารที่ช่วยตอบโจทย์การมีสุขภาพดีและการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ ซึ่งนอกจากจะเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตแล้วยังมีส่วนช่วยลดภาระต่อระบบสาธารณสุขและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะยาว”

นายปราโมทย์ วัฒนานุสาร นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวว่า แม้ Longevity Food จะยังไม่มีนิยามที่ชัดเจน แต่เป็นแนวคิดที่มองการบริโภคอาหารที่ช่วยให้การมีสุขภาพดีนานขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่อาหารพื้นฐานที่มีสารอาหารจำเป็นต่อร่างกาย เช่น ผักผลไม้ ถั่วและธัญพืช รวมถึงอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากพืชที่ให้โปรตีนสูงและไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ (Plant-based Food) และผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้จากผลิตผลทางการเกษตรที่ปลอดจากสารเคมีและยาฆ่าแมลง (Organic Food) ไปจนถึง ผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงในการส่งเสริมสุขภาพด้านต่างๆ (Functional Food) โดยกลุ่มเหล่านี้สามารถบริโภคได้ทุกช่วงวัย ซึ่งนิยามที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ Longevity Food ไม่รวมอาหารทางการแพทย์ (Medical Food) ที่เน้นเฉพาะผู้ป่วย
“ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของตลาด Longevity Food ไทยมาจากสังคมสูงวัยและจำนวนผู้ป่วย NCDs ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจำนวนผู้ป่วย NCDs ของไทยจะเพิ่มจากประมาณ 22 ล้านคนในปี 2567 เป็นเกือบ 30 ล้านคนในปี 2578 ขณะที่ผู้บริโภคไทยเริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น และมีความเต็มใจจ่ายเพื่อสินค้าเพื่อสุขภาพในราคาที่สูงกว่าสินค้าปกติประมาณ 10-20% นอกจากนี้ ไทยยังมีแต้มต่อด้านวัตถุดิบและความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Capture) ให้กับห่วงโซ่อุปทานในประเทศ”
นายกฤชนนท์ จินดาวงศ์ นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาด Longevity Food ในกลุ่มที่มีมูลค่าเพิ่มสูงของไทยมีศักยภาพเติบโตมากกว่า 2 เท่าภายในปี 2578 โดยมูลค่าตลาดจะเพิ่มจากราว 1.57 หมื่นล้านบาท ในปี 2567 เป็น 3.20 หมื่นล้านบาท ในปี 2578 หรือเติบโตปีละ 6.7%CAGR ทั้งนี้ หากจำนวนผู้ป่วย NCDs ลดลง 5% คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจจากภาระ NCDs ได้ราว 1.41 แสนล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 4.4 เท่าของมูลค่าตลาด Longevity Food

“โอกาสของผู้ประกอบการไทยอยู่ในกลุ่ม Longevity Food ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น Functional Food ที่มีการกล่าวอ้างทางสุขภาพ (Health Claims) เช่น เครื่องดื่มเสริมเบต้ากลูแคนที่มีส่วนช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอล หรือเครื่องปรุงรสโซเดียมต่ำที่อาจช่วยลดความเสี่ยงของความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด เพราะมีการเชื่อมโยงโภชนาการกับผลลัพธ์ด้านสุขภาพ และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ซึ่งจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่สามารถยกระดับวัตถุดิบไทยให้มีมูลค่าเพิ่ม พร้อมกับพัฒนาการกล่าวอ้างทางสุขภาพ ที่น่าเชื่อถือและตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยสามารถสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าได้มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว”
Krungthai COMPASS แนะนำให้ผู้ประกอบการอาหารไทยเร่งยกระดับสินค้าในกลุ่ม Longevity Food ให้มีการกล่าวอ้างทางสุขภาพที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เป้าหมายสุขภาพเฉพาะด้านของผู้บริโภค พร้อมสร้างความร่วมมือกับผู้เล่นใน Health Ecosystem ตั้งแต่ ผู้ผลิตสารอาหาร ห้องปฏิบัติการ สถาบันวิจัย นักโภชนาการ ไปจนถึงโรงพยาบาล คลินิก และ Wellness Center ต่อยอดสู่บริการการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและโภชนาการเฉพาะบุคคล ที่ตอบโจทย์สุขภาพรายบุคคล ตลอดจนสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภคในด้านโภชนาการและผลลัพธ์ทางสุขภาพที่สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละช่วงวัย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับธุรกิจอาหารไทยสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมและองค์ความรู้ด้านสุขภาพ











