
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.52-33.65 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทผันผวนไปตามกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก สร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ (XAUUSD) โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ที่ราคาทองคำทยอยปรับตัวลงอีกครั้ง และมีส่วนกดดันให้เงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงบ้าง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.50-33.75 บาท/ดอลลาร์
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างคงกังวลต่อแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ FED สร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth ซึ่งแม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน แต่โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.7% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.8% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -0.9%
ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป เคลื่อนไหวทรงตัว ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า บรรดาธนาคารกลางหลัก อาทิ BOE และ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานในช่วงนี้ จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังคงหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานและช่วยพยุงตลาดหุ้นยุโรปได้บ้าง
ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบโซน 5.24% หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม แม้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวผันผวนสูงขึ้นในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.20% โดย Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมาก หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้น/ลง เช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps
ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวผันผวนของเงินเยนญี่ปุ่นที่มีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ได้ชะลอโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ในบางจังหวะ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 101.2 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101-101.3 จุด)
ทองคำ – ความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังคงเป็นปัจจัยกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ปรับตัวลดลงสู่โซน 4,150-4,160 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) รวมถึง ดัชนีภาวะภาคธุรกิจโดยบรรดา FED สาขาต่างๆ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดคงมองว่า FED มีโอกาส 53% ขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้ และอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม 2-3 ครั้ง ในปีหน้า
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของทั้งสองธนาคารกลางหลักยุโรป
ในฝั่งเอเชีย บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย +25bps สู่ระดับ 4.60% หลังอัตราเงินเฟ้อของออสเตรเลียยังคงอยู่ในระดับสูง ส่วนภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังพอได้อานิสงส์บ้างจากกระแส AI & Green Boom ส่วนในช่วงเช้าของวันพุธที่ 30 กันยายน ราว 6.50 น. ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของญี่ปุ่น ในเดือนสิงหาคม
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เสี่ยงผันผวนสูง หากมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน หรือแม้จะมีการทำ Rate Check ที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อาจสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย โดยในส่วนของเงินบาทนั้น อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม หากราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ซึ่งเราประเมินว่า ในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following ราคาทองคำ (XAUUSD) ได้กลับสู่แนวโน้มขาลงอีกครั้ง ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ หลังราคาทองคำปรับตัวลงหลุดโซน 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มความเสี่ยงที่ราคาทองคำอาจปรับตัวลงต่อทดสอบโซน 3,900-4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะทำให้เงินบาทอาจอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงและมีกระแสข่าวความหวังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอยู่บ้าง ซึ่งอาจช่วยชะลอโมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้ หากแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงเริ่มมีความชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น
นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า ควรติดตามการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อย่างใกล้ชิด โดยเราพบว่า เงินเยนญี่ปุ่นมักมีจังหวะแข็งค่าขึ้นในระยะสั้น หากอ่อนค่าลงทะลุโซน 158 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจมาจากถ้อยแถลงของทางการญี่ปุ่น (Verbal Intervention) รวมถึงการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น โดยหากเงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง จะช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท
และที่สำคัญ ความระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ซึ่งอาจกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED สร้างความผันผวนต่อเงินดอลลาร์ ราคาทองคำและเงินบาทได้
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ











