วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน 2569 20:58น.

‘HSBC’เดินหน้าส่งเสริมการค้าการลงทุนในระเบียงการค้าไทย–ญี่ปุ่นหลัง FDI จากญี่ปุ่นลงทุนในไทยแตะ 3.45 ล้านล้านบาท

24 กันยายน 2026

        ธนาคารเอชเอสบีซี ประกาศพันธกิจในการส่งเสริมการค้าการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น เนื่องในโอกาสที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารเอชเอสบีซี กรุ๊ป ญี่ปุ่น ( HSBC Group Japan) เดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าพบลูกค้าองค์กรภาคธุรกิจและหารือถึงแนวทางที่ธนาคารฯ จะสามารถสนับสนุนลูกค้าญี่ปุ่นและไทยที่ขยายธุรกิจในทั้งสองประเทศได้มากยิ่งขึ้น พร้อมรับวาระครบรอบ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ญี่ปุ่นในปี 2570

        ประเทศญี่ปุ่นยังคงเป็นแหล่งเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยยอดรวม FDI จากญี่ปุ่น ที่มาลงทุนในประเทศไทยอยู่ที่ 3.45 ล้านล้านบาทหรือ104,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสี่ของปริมาณ FDI รวมทั้งหมดของไทย(ข้อมูล ณ ปี 2568) ทั้งนี้ แนวโน้มการลงทุนจากญี่ปุ่นเข้ามายังไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในปี 2568 มีเม็ดเงินการลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นเข้ามายังไทยเพิ่มเติมถึง 39,900 ล้านบาทหรือ 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลอดจนยังมีการวางแผนลงทุนเพิ่มเติมอีก 36,700 ล้านบาทหรือ 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ณ เดือนมิถุนายน 2026 สะท้อนความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องต่อประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับบริษัทญี่ปุ่นในการขยายธุรกิจทั่วอาเซียนและในตลาดโลกได้เป็นอย่างดี

        ความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นไม่เพียงแต่กำลังเติบโตในด้านเม็ดเงินการลงทุนโดยตรงระหว่างกัน แต่ยังเป็นการเพิ่มขึ้นในด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอีกด้วย โดยทั้งสองประเทศกำลังเกี่ยวพันในด้านห่วงโซ่มูลค่ามากขึ้น(value chain) และมีความความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้น อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าขั้นสูง และบริการทางการเงิน

        การค้าระหว่างไทยและญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นสะท้อนความสำคัญและการเติบโตของระเบียงการค้าดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยนับตั้งแต่ปี 2541 มูลค่ารวมของการค้าไทย–ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าเป็น 1.88 ล้านล้านบาท (56,200 ล้านเหรียญสหรัฐ) ทั้งนี้  ในปี 2568 ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกอันดับ 3 ของไทยโดยมีมูลค่าการส่งออกที่ 788,000 ล้านบาท (23,600 ล้านเหรียญสหรัฐ) และญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่ไทยนำเข้าสินค้ามายังประเทศสูงสุดเป็นอันดับ 2 โดยมีมูลค่าการนำเข้าที่ 992,000 ล้านบาท (29,700 ล้านเหรียญสหรัฐ)

         นายทาเคโอะ คาเนโกะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและหัวหน้าฝ่ายธุรกิจธนาคารเอชเอสบีซี กรุ๊ป ญี่ปุ่น (HSBC Group Japan) กล่าวว่า “การเยือนประเทศไทยครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเยือนภูมิภาคอาเซียนของเอชเอสบีซี กรุ๊ป ญี่ปุ่น ที่ครอบคลุมอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย เพื่อพบและหารือกับลูกค้าและพันธมิตร ตลอดจนเพื่อใช้เวลาอยู่ในพื้นที่จริงในทั้ง 4 ประเทศ ซึ่งกำลังมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อเครือข่ายการค้าและการลงทุนของญี่ปุ่นทั่วอาเซียน

         ทั้งนี้ เราเห็นองค์กรภาคธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่นขยายการค้าและการลงทุนในระเบียงการค้าใน 4 ประเทศเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น การลงทุนในภาคการผลิตและโครงสร้างพื้นฐาน การขยายการให้บริการลูกค้า และการเร่งวาระด้านดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ส่งผลให้ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจไม่เพียงเติบโตในเชิงขนาด แต่ยังมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อภูมิภาคมากยิ่งขึ้นด้วย

      บทบาทของธนาคารเอชเอสบีซี คือ การช่วยให้ลูกค้าใช้เครือข่ายระดับโลกของเราเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ จากการผสานความแข็งแกร่งของการมีทีมงานและเครือข่ายในพื้นที่ทั่วอาเซียน ความเชี่ยวชาญเชิงลึกในญี่ปุ่น และความสามารถในการสนับสนุนลูกค้าครอบคลุมทั้งด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทาน การชำระเงินและบริหารสภาพคล่อง การจัดหาเงินทุน การบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนและการบริหารความเสี่ยง ตลอดจนการสนับสนุนด้านการลงทุนระหว่างประเทศ”

       นายจอร์โจ กัมบา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย กล่าวว่า ระเบียงเศรษฐกิจการค้าการลงทุนไทย–ญี่ปุ่น พัฒนาขึ้นจากการลงทุนและความร่วมมือระหว่างสองประเทศที่ต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ อีกทั้งยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนการเติบโตข้ามพรมแดนที่สำคัญที่สุดของเอเชีย โดยธนาคารเอชเอสบีซีมุ่งมั่นที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเพิ่มโอกาสการลงทุนในระเบียงการค้านี้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ระเบียงการค้าดังกล่าวเปลี่ยนผ่านไปสู่การค้าและการลงทุนที่มีมูลค่าสูงขึ้นและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมมากยิ่งขึ้นเช่นปัจจุบัน

       ปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นดำเนินธุรกิจในประเทศไทยกว่า 6,000 บริษัท สะท้อนถึงความสัมพันธ์และการร่วมมือทางการค้าการลงทุนที่มีมาอย่างยาวนาน โดยการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการเสริมความแข็งแกร่งของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกของภูมิภาค ทั้งนี้ ระเบียงเศรษฐกิจการค้าการลงทุนไทย–ญี่ปุ่นยังเป็นหมุดหมายการลงทุนที่สำคัญของบริษัทญี่ปุ่นในการวางแผนเติบโตในอาเซียนและทั่วโลก

       ทั้งนี้ สิ่งที่เราสังเกตได้ชัดเจนในขณะนี้ คือ แผนการขยายธุรกิจของบริษัทต่างๆ ในระเบียงการค้านี้มีความซับซ้อนมากขึ้นจากห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคที่ปรับเปลี่ยนไป รูปแบบการผลิตที่เปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีและแนวคิดด้านความยั่งยืน ตลอดจนการที่บริษัทเหล่านี้เริ่มมองหาพันธมิตรที่สามารถสนับสนุนการขยายธุรกิจและการเติบโตได้ในหลายประเทศ ไม่ใช่เพียงประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงประเทศเดียว โดยความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของบริษัทเหล่านี้เป็นสิ่งที่ธนาคารเอชเอสบีซีสามารถนำจุดแข็งด้านเครือข่ายระดับโลกและความเชี่ยวชาญมาสนับสนุนลูกค้าในการเติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม

         เมื่อบริษัทจากไทย ญี่ปุ่น และบริษัทข้ามชาติขยายธุรกิจในระเบียงการค้าการลงทุนนี้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการพันธมิตรที่สามารถเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจเข้ากับเงินลงทุน ความสามารถในการทำธุรกิจ และความร่วมมือข้ามพรมแดนก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ ในฐานะธนาคารเพื่อการค้าระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของโลกที่สนับสนุนการค้ากว่า 86% ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศทั้งหมดทั่วโลก ตลอดจนธนาคารที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลกอันมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในทั้งสองประเทศมานานกว่า 135 ปี ทำให้ธนาคารเอชเอสบีซีสามารถช่วยให้องค์กรภาคธุรกิจลงทุนได้อย่างมั่นใจ บริหารความเสี่ยง และคว้าโอกาสการเติบโตในหนึ่งในระเบียงการค้าและการลงทุนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของเอเชียได้อย่างมีประสิทธิภาพ