
นางนภัสนันท์ พรรณนิภา นายกสมาคมนายหน้าประกันภัยไทย (TIBA) เปิดเผยถึงทิศทางของสมาคมนายหน้าประกันภัยไทย ว่า สมาคมมีแผนกลยุทธ์ที่จะมุ่งยกระดับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ขายไปสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารความเสี่ยงอย่างเต็มตัว โดยเน้นย้ำว่าแม้จำนวนสมาชิกนิติบุคคลจะมีสัดส่วนไม่มากแต่กลับถือครองเบี้ยประกันภัยสูงถึง 60% ของประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพและศักยภาพของสมาชิกในสมาคม นอกจากนี้สมาคมได้วางกลยุทธ์รับมือกับการเข้ามาของ AI
โดยชูจุดแข็งเรื่องความไว้วางใจและการจัดการอารมณ์ความรู้สึกที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ ผ่านพันธกิจ 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน 4 เสาหลัก (4 Pillars) สมาคม ได้วางวิสัยทัศน์การดำเนินงานผ่าน 4 มิติหลัก เพื่อสร้างมาตรฐานและยกระดับวิชาชีพ ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นและคุ้มครองผู้บริโภค มุ่งสร้างมาตรฐานการให้คำแนะนำและการสื่อสารที่เข้าใจง่าย และการผลักดันตราสัญลักษณ์สมาชิกสมาคมฯ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบและมั่นใจในการใช้บริการ
ขณะเดียวกับ สมาคมจะมีการสร้างนายหน้ายุคใหม่ โดยพัฒนาทักษะนายหน้าให้เป็นที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงผ่านหลักสูตรอบรมต่าง ๆ เช่น หลักสูตร BE 163 และการสร้างพื้นฐานความรู้ด้านผลิตภัณฑ์และการวิเคราะห์ความเสี่ยง การพัฒนาระบบดิจิทัลและธรรมาภิบาลข้อมูล เตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี AI
ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA และการนำ Digital Token มาใช้ในอุตสาหกรรม การสร้างระบบนิเวศและเครือข่าย ผลักดันให้สมาคมฯ เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อระหว่างนายหน้าทุกขนาด (เล็ก กลาง ใหญ่) รวมถึงสร้างความร่วมมือกับสมาคมอื่น ๆ เช่น สมาคมผู้ประเมินวินาศภัย และขยายเครือข่ายไปยังต่างประเทศ
2.การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในยุค AI สมาคมฯ วิเคราะห์ว่านายหน้าที่เน้นเพียงการขายตามราคาหรือโปรโมชัน จะถูก AI เข้ามาแทนที่ได้ง่าย ดังนั้นแนวทางการดำเนินงานจึงเน้นส่งเสริมให้นายหน้าพัฒนาไปสู่กลุ่มที่ AI ยังแทนที่ไม่ได้ คือ Relationship Processor: การปิดการขายด้วยความไว้วางใจและการจัดการด้านอารมณ์ และ Risk Advisory: การเป็นที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญในการจัดการความเสี่ยงที่ซับซ้อนและคลุมเครือ
3.เป้าหมายการขยายเครือข่ายสมาชิก โดยสมาคมฯ ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนสมาชิกนายหน้านิติบุคคลให้ถึง 130 บริษัท ภายในปี 2569 จากปัจจุบันที่มีอยู่ 118 บริษัท, แม้จำนวนสมาชิกจะดูไม่มาก หรือประมาณ 16% ของทั้งหมด แต่สมาชิกเหล่านี้ถือครองเบี้ยประกันภัยรวมกันถึง 60% ของตลาด ซึ่งสะท้อนถึงเน้นคุณภาพและศักยภาพของสมาชิกเป็นหลัก

และ 4. การเปลี่ยนผ่านรูปแบบการทำงาน ตามแนวทางการทำงานใหม่จะเปลี่ยนจากการเน้นเบี้ยถูกหรือคอมมิชชันดี มาเป็นการ “วิเคราะห์ชีวิตและธุรกิจ” ของลูกค้า ออกแบบความคุ้มครองที่ตอบโจทย์เฉพาะราย และการติดตามดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องเสมือนเป็น “หมอประจำครอบครัว”
อย่างไรก็ตามสมาคมฯ ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนสมาชิกนายหน้านิติบุคคลให้ถึง 130 บริษัท ภายในปี 2569 จากปัจจุบันที่มีสมาชิกอยู่ 118 บริษัท หรือคิดเป็นร้อยละ 16 ของนายหน้าทั้งหมด แม้จำนวนสมาชิกจะดูไม่มาก แต่สมาชิกกลุ่มนี้ถือครองส่วนแบ่งเบี้ยประกันภัยในตลาดสูงถึง 60% ซึ่งสะท้อนถึงเป้าหมายที่เน้น “คุณภาพ” ของสมาชิกเป็นหลัก
นอกจากนี้สมาคมฯ มุ่งเน้นให้นายหน้าปรับเปลี่ยนจากบทบาทเดิมไปสู่บทบาทใหม่เพื่อความอยู่รอดในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาท จาก “คนขาย” (Seller) สู่ “ที่ปรึกษาบริหารความเสี่ยง” เปลี่ยนจากการเน้นขายสินค้าที่เบี้ยถูกหรือคอมมิชชันดี มาเป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยง ออกแบบความคุ้มครองที่เหมาะสม และเป็นที่ปรึกษาที่อยู่เคียงข้างลูกค้า รวมถึงการเป็น “หมอประจำครอบครัว” โดยมุ่งเน้นการติดตามดูแลลูกค้าเป็นระยะ ไม่ใช่แค่การขายเป็นรอบ ๆ หรือเน้นแค่การต่ออายุประกัน การสร้างคุณค่าที่ AI แทนที่ไม่ได้ เน้นทักษะด้านความไว้วางใจ การจัดการอารมณ์ และการให้คำปรึกษาในความเสี่ยงที่ซับซ้อน











