
ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BKIH เปิดเผยว่า ในส่วนของ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด(มหาชน) หรือ BKI ในปี 2568 ถือเป็นปีที่มีความยากลำบาก เศรษฐกิจค่อนข้างแย่ ซึ่งคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตจีดีพีประมาณ 2% โดยมาจากหนี้ครัวเรือนที่สูง การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนลดลง การส่งออกมีปัญหาจากปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า รวมถึงนโยบายภาษีจากสหรัฐ ที่ต้องเสียภาษี 19% ซึ่งเป็นภาษีที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันไทยยังอยู่ในภาวะ China Shock หรือ ปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่สินค้าจากจีนราคาถูก และ มีปริมาณมากไหลทะลักเข้าสู่ประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจเอสเอ็มอีไม่สามารถสู้สินค้าจากจีนได้
สำหรับตลาดประกันภัยในภาพรวมช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีอัตราเติบโตประมาณ 3% แต่คาดปีนี้ภาพรวมธุรกิจประกันภัยจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 1.6-2% ในขณะที่จีดีพีคาดจะเติบโตต่ำกว่า 2% แต่ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายผลักดันเศรษฐกิจของรัฐบาลในชุดปัจจุบัน เช่น โครงการคนละครึ่ง โดยภาครัฐได้จัดสรรงบประมาณ 60,000 ล้านบาท เพื่อเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่า จะทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยได้มากยิ่งขึ้น
ในช่วงครึ่งปีแรกภาพรวมอุตสาหกรรมประกันภัยมาจากยอดขายรถยนต์ที่เติบโตเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 4.7-5% ซึ่งรถยนต์ที่มียอดขายเติบโตมาก คือ รถยนต์ EV โดยมียอดจำหน่ายอยู่ที่ 40% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกับปีก่อน ส่วนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในปีนี้คาดจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 5% ซึ่งคาดว่า ในปีนี้จะมียอดจำหน่ายรวมประมาณ 600,00 คัน โดยจากอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมประกันภัยรถยนต์ EV ไม่ใช่รถที่บริษัทจะเข้าไปแข่งขันกับตลาด ทำให้พอร์ตรถยนต์ของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาติดลบเกือบ 5% และ เบี้ยประกันภัยรถยนต์ก็ไม่เติบโต แต่เชื่อว่าในครึ่งปีหลังงานจากโครงการเมกะโปรเจคจะเติบโตมากขึ้น
“ปีนี้เบี้ยประกันภัยรับรวมของบริษัทจะเติบโตได้ 2.6-3% หรือ คิดเป็นเบี้ยประกันภัยรับรวมประมาณ 32,500 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่คาดไว้ 8% หรือ คิดเป็นเบี้ยประกันภัยรับรวมประมาณ 34,200 ล้านบาท แม้เบี้ยประกันภัยจะต่ำกว่าเป้า เพราะรถยนต์เกิดการแข่งขันที่สูง มีการปรับเบี้ย ตัดราคา เบี้ยประกันนาข้าวก็ไม่เกิด โดยเบี้ยหายไปประมาณ 160 ล้านบาทแล้ว แต่ยังมั่นใจว่า ผลประกอบการในปีนี้จะไม่ต่ำกว่าปีก่อน เพราะยังมีงานเหมืองโปแตช และ Data Center รวมกับพอร์ตลงทุน กับ พอร์ตรับประกันภัย ที่ไม่ได้ลดลง อีกทั้ง คาดหวังรัฐบาลชุดปัจจุบันจะผลักดันโครงการต่างๆให้เกิดขึ้นได้ แม้จะมีเวลาแค่ 4 เดือน แต่หากรวมช่วงรักษาการณ์เพื่อรอการเลือกตั้งก็จะใช้เวลา 8-9 เดือน ซึ่งจะทำให้เกิดโครงการต่างๆได้ แต่หากรอการเซ็นสัญญาโครงการรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง น่าจะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากการเซ็นสัญญาแต่ละครั้งจะต้องรอการอนุมัติ โดยในปี 69 ตั้งเป้าหมายเติบโตประมาณ 5-6%”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
จากกรณีที่เกิดความเสียหายถนนสามเสนทรุดตัวบริเวณพื้นที่ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงนั้น ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการประเมินความเสียหายทั้งในส่วนทรัพย์สินบุคคลภายนอกและความเสียหายของโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งบริษัทกรุงเทพประกันภัยได้เข้าร่วมรับประกันภัย 40% ของมูลค่ารวม ดังนั้น เมื่อสามารถสรุปความเสียหายได้แล้วบริษัทฯ ก็จะชดใช้ความเสียหายตามสัดส่วนที่รับประกันภัยไว้ แต่ทั้งนี้จะไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการของบริษัทฯ เนื่องจากกรุงเทพประกันภัยได้จัดสรรการประกันภัยต่อออกไปกว่า 99% ซึ่งบริษัทฯ จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า 1% ของมูลค่าความเสียหายรวมที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดการประกันภัยต่อในต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งในปีหน้าเบี้ยประกันภัยต่อจะมีเบี้ยที่ลดลง ส่วนเบี้ยประกันภัยต่อในไทยจะไม่ลดลงตามภาวะตลาดโลก โดยเฉพาะเบี้ยที่เป็นการประกันภัยต่อไม่คุ้มครองมหันตภัย ส่งผลให้บริษัทได้มีการซื้อความคุ้มครองสูงสุดเพิ่มเติม จากเดิม 5,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 8,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นบริษัทประกนภัยแห่งเดียว แห่งแรกของไทย ที่ซื้อได้สูงที่สุด โดยบริษัทได้ลงทุนการซื้อประกันภัยต่ออีก 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นสาเหตุให้กำไรในครึ่งปีแรกลดลงไป 400 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าลงทุนในการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยต่อ 300 ล้านบาท และ อีก 100 ล้านบาท เป็นเคลมแผ่นดินไหวที่ผ่านมา











